บทที่ 8 หรือว่าเจ้าลืมไปแล้วว่าข้าเป็นบ้า

หลิงเฟิ่งลอบมองไปทางครัวว่านางจูซื่อใกล้ออกมายัง เมื่อเห็นว่านางยังคงวุ่นวายจัดอาหารใส่ชาม หลิงเฟิ่งจึงได้รีบใช้นิ้วจิ้มเกลือแล้วถูฟันของนางทันที

“เสร็จกันหรือยัง” นางจูจื่อเดินเข้ามาดูทั้งสองที่ช่วยกันล้างหน้าอยู่

พรืดดดดด หลิงเฟิ่งกำลังกลั้วน้ำอยู่ในปาก ตกใจเสียงของนางจูซื่อที่เอ่ยถามอยู่ด้านข้าง จึงได้พ่นน้ำออกมา โดนใบหน้าของชุยหยุนเต็มๆ

“ฮ่า ฮ่า” นางหัวเราะออกมาเสียงดัง ยิ่งเห็นเขาลูบน้ำออกจากใบหน้า นางก็ยิ่งหัวเราะเพิ่มขึ้นอีก

“ตายแล้ว เฟิ่งเออร์เล่นเช่นนี้ไม่ได้” จูซื่อรีบเดินเข้ามาดึงแก้วออกจากมือของหลิงเฟิ่ง แล้วดึงผ้าที่มือของชุยหยุนไปเช็ดใบหน้าของหลิงเฟิ่งอีกครั้ง พร้อมทั้งสอนนางไปด้วย

“อาหยุน อย่าได้โกรธเคืองเฟิ่งเออร์นางเลย นางมิรู้ความ เจ้ารีบล้างหน้าเสีย ประเดี๋ยวอาหารจะเย็นหมด” หลิงเฟิ่งที่ถูกจูซื่อลากไปที่ห้องครัว นางยังอดที่จะหัวเราะออกมาอีกครั้งไม่ได้

ชุยหยุนได้แต่กัดฟันแน่นมองตามแผ่นหลังที่สั่นสะท้านจากการกลั้นเสียงหัวเราะของนางไปอย่างไม่สบอารมณ์ นางไม่รู้ความอันใด นางรู้ทุกสิ่งเป็นอย่างดี

ระหว่างที่นั่งกินอาหาร หลิงเฟิ่งไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมามองใบหน้าของชุยหยุนเลย นางกลัวว่าจะหลุดหัวเราะออกมาอีก

"ต่อไปเจ้าไม่ต้องช่วยนางล้างหน้าแล้ว แม่จะทำเอง” จูซื่อเห็นสายตาของบุตรชายที่จ้องมองหลิงเฟิ่งเขม็งจึงได้เอ่ยออกมา

“ไม่เป็นอันใดขอรับ ครั้งหน้านางคงไม่กล้าแล้ว หากข้าช่วยเหลือสิ่งใดท่านได้ ข้าก็อยากจะช่วย ท่านแม่เหนื่อยเพราะข้ามานานเหลือเกิน”

มือที่กำลังตักข้าวต้มเข้าปากของหลิงเฟิ่งชะงักนิ่ง ก่อนจะเหลือบตาขึ้นมามองสองแม่ลูก นางจูซื่อดูแก่ชรากว่าวัยของนางมากจริงๆ เมื่อนางต้องเลี้ยงดูบุตรชายเพียงลำพัง หลังจากที่เสียสามีในสนามรบเมื่อหลายปีก่อน

ชุยหยุนที่ป่วยมาตั้งแต่เล็ก จึงไม่อาจจะแบ่งเบางานหนักเบาจากผู้เป็นมารดาได้เลย

“เจ้าหายดีแล้วจริงรึ” นางเอ่ยถามอย่างไม่เชื่อ แต่ใบหน้าของบุตรชายก็ดูดีขึ้นมาจริงๆ

“ข้าดีขึ้นแล้วขอรับ เอ่อ...ท่านแม่ ท่านยังพอมีเงินเหลืออยู่หรือไม่ขอรับ คือว่า...เตียงในห้องข้ามันคับแคบยิ่งนัก” เขาเอ่ยเสียงเบาอย่างละอายใจ

“อีกสองสามวันแม่ปักผ้าเสร็จจะเปลี่ยนให้เจ้า ตอนนี้ก็ให้เฟิ่งเออร์นางย้ายมานอนกับแม่ก่อนก็แล้วกัน”

“ไม่ต้องขอรับ นางเป็นตัวนำโชคช่วยให้ร่างกายของข้าดีขึ้น หากนางอยู่ใกล้ข้าไม่แน่ว่า...ข้าอาจจะหายขาดจากโรคที่เป็นอยู่ก็ได้ขอรับท่านแม่”

หลิงเฟิ่งที่กำลังดีใจ ที่นางจะได้ไม่ต้องทนนอนเบียดกับชุยหยุน แต่ก็ถูกเขาขัดขวางเอาไว้เสียก่อน นางจึงหันไปมองเขาอย่างรวดเร็ว

“เห็นหรือไม่ ท่านแม่ เฟิ่งเออร์ก็คงต้องการร่วมห้องกับข้าเช่นกัน โอ๊ยยย” ชุยหยุนกำลังยกยิ้มเยาะหลิงเฟิ่งที่ได้เอาคืนนางที่พ่นน้ำใส่หน้าเขา ก็ต้องร้องขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด เมื่อถูกหลิงเฟิ่งเตะที่ขาอย่างแรง

“อาหยุน เจ้าเจ็บที่ใด เป็นอันใดขึ้นมาอีก” จูซื่อรีบลุกขึ้นมาดูบุตรชาย คิดว่าอาการเจ็บป่วยของเขากำเริบขึ้นมาอีกแล้ว

“ไม่ ไม่มีอันใดขอรับ ข้าเพียงโดนแมลงกัดเท่านั้น” เขากัดฟันแน่น มองหลิงเฟิ่งที่กลับไปเป็นบ้าอีกครั้งแล้ว

“ไหน ให้แม่ดูหน่อย”

“หายแล้วท่านแม่ แค่โดนแมลงกัดท่านอย่าได้กังวล รีบกินข้าวต่อเถิดขอรับ ท่านยังต้องไปที่เรือนตระกูลหลี่อีก”

“ใช่ ๆ เกือบลืมไป แล้วหนังสือตัดขาด ต่อไปเฟิ่งเออร์นางจะใช้แซ่มารดาของนางรึ”

หลิงเฟิ่งก็ลืมเรื่องนี้ไปสนิท นางส่งสายตาให้ชุยหยุน เพื่อให้เขาแยกพานางไปคุยเรื่องแซ่ของนางก่อน

“ข้าจะตั้งแซ่ให้นางใหม่ขอรับท่านแม่”

“ได้ที่ไหนกัน มันต้องใช้เงินเยอะ หากจะตั้งแซ่ใหม่ เหตุใดเจ้าไม่ให้นางไปใช้แซ่เดิมของมารดานางเล่า” จูซื่อมองตำหนิบุตรชายที่ทำเรื่องให้ยุ่งยากขึ้น

“เช่นนั้น ท่านแม่ขอเพียงหนังสือตัดขาดมาเสียก่อน เรื่องแซ่นางค่อยว่ากันอีกครั้งเถิดขอรับ”

“ตามใจ” จูซื่อไม่อยากขัดใจบุตรชาย นางจึงได้แต่พยักหน้ารับ

ด้วยเห็นว่าหลิงเฟิ่งสติไม่สมประกอบ ต่อให้นางมีแซ่หรือไม่ก็คงไม่ได้ออกไปที่ใด นอกจากอยู่ภายในหมู่บ้านเท่านั้น

เมื่อกินข้าวอิ่มเรียบร้อย ชุยหยุนที่ไม่ได้ช่วยงานมารดามานาน ก็เก็บชามไปล้างเอง แต่พอนางจูซื่อออกจากเรือนไปที่เรือนตระกูลหลี่ ชุยหยุนก็ยกหน้าที่ต่อให้หลิงเฟิ่งทันที

“เจ้าไปล้าง โทษฐานที่พ่นน้ำใส่หน้าข้า”

“ฮ่า ฮ่า ยังโกรธอยู่อีกรึ หรือว่าเจ้าลืมไปแล้วว่าข้าเป็นบ้า” หลิงเฟิ่งมองเขาอย่างหยอกล้อ

“หึ” เขาเดินหนีเข้าไปในห้องนอน ปล่อยให้หลิงเฟิ่งหัวเราะไล่ตามหลังมาอย่างหัวเสีย

หลิงเฟิ่งนางจัดการล้างชามจนเรียบร้อย ก็คิดจะอาบน้ำล้างตัวเสียหน่อย แต่เมื่อเข้าไปในห้องของชุยหยุน นางก็เพิ่งจะได้รู้ว่า มิได้มีข้าวของติดตัวมาด้วยเลย

“ข้าไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยนเลย ท่านช่วยพาข้ากลับไปเอาของได้หรือไม่”

“อืม” ชุยหยุนกำลังเดินนำออกไปจากห้อง แต่ถูกมือของหลิงเฟิ่งดึงเอาไว้ก่อน

“หากออกไปเช่นนี้ ชาวบ้านก็ได้รู้กันพอดี ว่าท่านหายป่วยแล้ว ตามข้ามา” นางดึงเขาไปที่ห้องครัว

ชุยหยุนยืนมองการกระทำของนางอย่างสงสัย แต่ก็ไม่ได้ว่าอันใด

“เจ้า!!!” เขาตกตะลึงนิ่งค้างไป เมื่อหลิงเฟิ่งกอบขี้เถ้าขึ้นมาถูใบหน้าของเขา

“อืม...ค่อยดูเหมือนคนใกล้ตายหน่อย” ใบหน้าของชุยหยุนถูกสีของขี้เถ้า ทำให้ทั้งดำ ทั้งซีดขาว ราวกับว่าเป็นคนตายเช่นที่หลิงเฟิ่งนางว่าเลย

“ข้าไม่ไปแล้ว เจ้าไปเองเลย” เขาโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ แม้แต่สีของขี้เถ้าก็ปิดไม่มิด

“ข้าช่วยท่านอยู่ ไม่เห็นต้องโกรธเพียงนี้ ไม่ไปก็ไม่ต้องไป ข้าไปเองได้” หลิงเฟิ่งยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเดินไปที่หน้าประตูเรือน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป